พื้นฐานการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google 2025

วิธีทำ SEO Google 2025 กลยุทธ์ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับในยุค AI

วิธีทำ SEO Google 2025: ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับในยุค AI

ในปี 2025 การทำ SEO (Search Engine Optimisation) ยังคงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการเพิ่มการมองเห็นเว็บไซต์ผ่านการค้นหาธรรมชาติบน Google ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการสร้างยอดขาย การขยายฐานลูกค้า หรือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก

SME Jump รับทำโฆษณา Google เราขอนำเสนอบทความเจาะลึกถึงขั้นตอนและเทคนิคการทำ SEO ที่ทันสมัย และใช้ได้ผลในปี 2025 โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ กลยุทธ์ด้านเนื้อหา (Content Strategy), การปรับแต่งเว็บไซต์ภายใน (On-page SEO), การสร้างความน่าเชื่อถือภายนอก (Off-page SEO), และการปรับแต่งเชิงเทคนิค (Technical SEO)


วิธีทำ SEO Google 2025

1. วิธีทำ SEO กลยุทธ์ด้านเนื้อหา (Content Strategy)

1.1 กำหนดเป้าหมายและกลุ่มเป้าหมาย

ก่อนจะเริ่มทำ SEO ต้องมีความชัดเจนว่าเว็บไซต์ของคุณมีเป้าหมายอย่างไร เช่น ต้องการเพิ่มยอดขายออนไลน์ ต้องการให้คนรู้จักแบรนด์ หรือเพื่อให้ได้รับการติดต่อจากลูกค้าใหม่ นอกจากนี้ต้องวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายว่าคือใคร เช่น เพศ อายุ ความสนใจ หรือพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยในขั้นตอนต่อไป เพื่อช่วยให้คุณเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword Research) ได้ตรงจุดและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์

1.2 การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด (Keyword Research)

การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมเป็นหัวใจของ SEO โดยควรเลือกคำที่มีปริมาณการค้นหาสูงและสอดคล้องกับความตั้งใจของกลุ่มเป้าหมาย คีย์เวิร์ดที่ดีนอกจากเป็นคำที่ลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ค้นหาแล้ว ควรจะมีจำนวนการค้นหาที่มีปริมาณมากพอ เพื่อสร้างทราฟฟิกเข้ามาในเว็บไซต์ เครื่องมือที่แนะนำสำหรับวิเคราะห์คำหลักในปี 2025 ได้แก่:

  • Google Keyword Planner (ใช้งานผ่านบัญชี Google Ads)
  • Google Trends เพื่อตรวจสอบแนวโน้มการค้นหา
  • เครื่องมือเพิ่มเติม เช่น Ahrefs, SEMrush, Ubersuggest สำหรับการวิจัยเชิงลึก

1.3 การวางแผนและสร้างเนื้อหา

การทำ SEO ไม่ใช่เพียงการเขียนบทความบนเว็บไซต์อย่างเดียว แต่ควรมีเนื้อหารูปแบบอื่นประกอบหรือเสริมในบทความ ดังนี้นควรมีการวางแผนว่าเว็บไซต์จะเผยแพร่เนื้อหาในลักษณะใด เช่น บทความ อินโฟกราฟิก วิดีโอ หรือโพสต์โซเชียลมีเดีย และควรมี ปฏิทินบทความ (Content Calendar) เพื่อช่วยในการเผยแพร่อย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้เผยแพร่บทความใหม่อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าคุณมีประสบการณ์ในการทำโพสต์บนโซเชียลมีเดีย การทำปฎิทินเนื้อหาสำหรับ SEO ก็เป็นรูปแบบที่คล้ายกัน

1.4 การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ

เนื้อหาต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานจริง มีความน่าเชื่อถือ และเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ โดยควรใส่คำหลักในส่วนต่างๆ ของบทความ เช่น หัวข้อ (H1-H2), ย่อหน้าแรก, URL, Meta Description และ ALT Text ของรูปภาพ

ควรใช้เครื่องมือช่วย เช่น ChatGPT หรือ Gemini เพื่อร่างบทความ และแก้ไขด้วยตนเอง เราขอย้ำว่า ไม่ควรนำเนื้อหาจาก GenAI มาทำบทความโดยตรง เพราะจะส่งผลเสียต่อการทำ SEO เนื่องจากอัลกอริทึมของ Google ไม่สนับสนุนการใช้บทความจาก GenAI โดยตรงดังนั้น เนื้อหาที่ได้จาก GenAI ควรทำการปรับแต่งให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และอาจจะใส่ข้อมูลภาพและวิดีโอเสริมเข้าไป โดยการใช้เครื่องมือ เช่น Canva หรือ CapCut สำหรับสร้างสื่อภาพและวิดีโอ

1.5 การโปรโมทเนื้อหา

เนื้อหาดีแต่ไม่มีคนอ่านก็เปล่าประโยชน์ จึงควรเผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อเป็นการโปรโมทเนื้อหา และดึงทราฟฟิกเข้ามาในเว็บไซต์จากหลายแหล่ง:

  • โซเชียลมีเดีย (Facebook, Instagram, X, TikTok)
  • การใช้ Google Ads หรือ Facebook Ads เพื่อเพิ่มผู้เข้าชม
  • ส่งอีเมล Newsletter ให้กลุ่มผู้ติดตามเดิม
  • การบรอดแคสต์ใน LINE OA

1.6 การวัดผลและปรับปรุง

ใช้เครื่องมือวิเคราะห์อย่าง Google Analytics และ Google Search Console เพื่อติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ จำนวนการคลิก อัตราการคลิกผ่าน (CTR) และปรับกลยุทธ์เนื้อหาตามผลลัพธ์ที่ได้ และใช้ในการวัดผลลัพธ์เทียบกับเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้


2. วิธีทำ SEO On-page SEO (การปรับแต่งเว็บไซต์ภายใน)

2.1 การกำหนดคีย์เวิร์ดเฉพาะหน้า

แต่ละหน้าควรมีเป้าหมายคีย์เวิร์ดที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้ Google เข้าใจว่าส่วนนั้นของเว็บไซต์เกี่ยวข้องกับอะไร และจัดอันดับได้ตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้ และยังเพิ่มโอกาสให้หน้าต่างๆติดอันดับบน Google ได้มากขึ้น และควรมีเนื้อหาที่ลึก ครบถ้วน ตอบคำถามที่ผู้ใช้สนใจ ไม่เพียงแค่ใส่คีย์เวิร์ดเท่านั้น แต่ยังควรเขียนเนื้อหาให้มีประโยชน์สำหรับผู้ค้นหา

2.2 การใช้ Meta Tags อย่างเหมาะสม

ควรเขียน Title Tag และ Meta Description เพื่อสอดแทรกคีย์เวิร์ด และดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกจากหน้าผลการค้นหา คุณควรเรียนรู้วิธีการใส่คีย์เวิร์ดใน Title Tag และ Meta Description ในเว็บไซต์ของคุณ หรืออาจจะหาเครื่องมือช่วย เช่น Yoast SEO ถ้าเว็บไซต์ทำด้วย WordPress

2.3 การสร้างลิงก์เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ (Internal Linking)

ลิงก์ไปยังบทความหรือหน้าที่เกี่ยวข้องภายในเว็บไซต์ ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์และเพิ่มเวลาในการเข้าชม วิธีง่ายๆที่ช่วยให้การทำ Linking ของคุณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือ การใช้ Anchor Text ให้เหมาะสม

Anchor Text คือข้อความที่เราใส่ลิงก์ไว้ข้างใน เช่น ถ้าคุณอยากลิงก์ไปยังบทความที่พูดถึง “การทำ SEO ในปี 2025” คุณก็ควรใช้คำว่า “การทำ SEO ในปี 2025” เป็นลิงก์เลย ไม่ใช่ใช้คำว่า “คลิกที่นี่” เพราะการใช้คำที่ตรงกับเนื้อหาจะช่วยให้ Google เข้าใจว่า หน้านั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร และเพิ่มโอกาสให้ลิงก์นั้นมีคุณภาพมากขึ้น


3. วิธีทำ SEO Off-page SEO (การสร้างความน่าเชื่อถือจากเว็บไซต์ภายนอก)

3.1 การสร้าง Backlinks คุณภาพ

Google พิจารณาความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์จากเว็บไซต์อื่นที่ลิงก์มาหา การมี Backlink จากเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือ (เว็บไซต์ที่มี Authority สูง) เช่น เว็บไซต์ข่าวหลัก ๆ อย่างไทยรัฐ มติชน หรือเว็บไซต์ด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัย จะช่วยเพิ่มอันดับได้มากกว่าการมีลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้นคุณควรเน้นไปที่ Backlinks ที่มีคุณภาพ มากกว่าการเน้นไปที่จำนวน Backlinks

3.2 การโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดีย

แชร์เนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าชมและแชร์ต่อ เพิ่มการรับรู้และโอกาสได้รับลิงก์ วิธีนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือจากเว็บไซต์ภายนอกได้ดี โดยการแชร์บทความไปในหลากหลายแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, YouTube, TikTok เป็นต้น

3.3 การร่วมมือกับ Influencer

การเลือกใช้ Influencer หรือ Blogger ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เพื่อให้เขารีวิว หรือใส่ลิงก์เว็บไซต์ของคุณในบทความของเขา โดยหลักการเหมือนกับการใช้ Backlinks เน้นไปที่ Influencer หรือ Blogger ที่มีความน่าเชื่อถือ

3.4 Local SEO

หากธุรกิจของคุณมีหน้าร้านหรือบริการในพื้นที่ ควรใช้ Google Business Profile และใส่ลิงก์เว็บไซต์ พร้อมส่งเสริมให้ลูกค้าเขียนรีวิว การมีข้อมูลในระบบ Local Search ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้เว็บไซต์ธุรกิจของคุณแสดงผลบนหน้า Google พร้อมกับแผนที่ Google Map


เครื่องมือช่วยทำ SEO

4. วิธีทำ SEO Technical SEO (การปรับแต่งเชิงเทคนิค)

4.1 ความเร็วเว็บไซต์และ Hosting

เว็บไซต์ที่โหลดช้าอาจทำให้ผู้ใช้ออกจากเว็บไซต์ก่อนอ่านเนื้อหา ควรตรวจสอบด้วยเครื่องมืออย่าง PageSpeed Insights และปรับปรุงตามคำแนะนำ โดยเฉพาะการแสดงผลบนมือถือ เช่น ลดขนาดภาพ และ ใช้ระบบแคช เป็นต้น

นอกจากนี้ ควรเลือก Hosting ที่มีประสิทธิภาพ และอยู่ใกล้กลุ่มเป้าหมาย (เช่น หากกลุ่มเป้าหมายอยู่ในไทย ควรเลือก Hosting ในไทยหรือตั้ง Server ใกล้ที่สุด)

4.2 ใบรับรอง SSL (HTTPS)

เว็บไซต์ต้องปลอดภัย โดยใช้ SSL Certificate หากไม่มี SSL ผู้ใช้อาจได้รับการแจ้งเตือนว่าเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ หรือบางซอฟต์แวร์ Anti Virus จะไม่อนุญาตให้เข้าใช้งานในเว็บไซต์ที่ไม่มี SSL

4.3 Sitemap

สร้าง XML Sitemap และส่งให้กับ Google ผ่าน Google Search Console เพื่อให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ทั้งหมดว่าแต่ละหน้ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และช่วยให้ Googlebot สามารถเข้าถึงหน้าเว็บทุกหน้าได้อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ โดยเฉพาะหน้าใหม่หรือหน้าที่ซ่อนอยู่ลึกจากโครงสร้างเมนูหลัก ซึ่งหากไม่มี Sitemap อาจทำให้หน้าเหล่านั้นไม่ได้รับการจัดทำดัชนี (Indexing)

การมี XML Sitemap ที่ถูกต้องและอัปเดตอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถของ Google ในการค้นพบและจัดอันดับหน้าเว็บ ซึ่งช่วยเร่งให้เนื้อหาใหม่ติดอันดับเร็วขึ้น และลดโอกาสที่หน้าสำคัญจะถูกมองข้ามจากระบบของ Google

4.4 robots.txt

Search Engine อย่าง Googlebot จะทำการ “Crawl” หรือเข้าเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ของคุณโดยอัตโนมัติเพื่ออ่านเนื้อหา ทำความเข้าใจโครงสร้าง และเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการจัดอันดับบนผลการค้นหา ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตามรอบการทำงานของ Bot

ไฟล์ robots.txt คือไฟล์คำสั่งที่คุณสามารถกำหนดได้ว่า Search Engine สามารถเข้าถึงหน้าใดบ้าง และไม่ควรเข้าถึงหน้าใด หากมีการตั้งค่าผิด เช่น บล็อกหน้าเพจหลักหรือบทความสำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจ จะทำให้ Googlebot ไม่สามารถ Crawl หน้าเหล่านั้นได้ และส่งผลให้หน้าเว็บไม่ถูกจัดทำดัชนี (Indexing) และไม่แสดงในหน้าผลการค้นหา ดังนั้นการตรวจสอบไฟล์ robots.txt อย่างรอบคอบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำ SEO

4.5 Mobile-Friendly และ Indexing

ในปี 2025 Google ใช้ Mobile-First Indexing เป็นหลัก ซึ่งหมายความว่าเวอร์ชันมือถือของเว็บไซต์จะเป็นตัวกำหนดอันดับหลัก หากเวอร์ชันมือถือไม่ดี อันดับ SEO จะตก

4.6 โครงสร้าง URL ที่ชัดเจน

URL ควรสั้น เข้าใจง่าย และมีคำหลัก เช่น example.com/seo-google-2025 จะเข้าใจง่ายกว่าลิงก์แบบ example.com/page?id=123

นอกจากการใช้คีย์เวิร์ดใน URL แล้ว การใช้โครงสร้าง URL ที่แบ่งหมวดหมู่ชัดเจน เช่น /blog/seo-strategy-2025 และควรเป็นภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของระบบ ก็จะช่วยให้ Google เข้าใจถึงเนื้อหาของบทความในหน้าเว็บไซต์นั้น

4.7 การใช้ Google Search Console

เครื่องมือนี้ช่วยให้คุณตรวจสอบการแสดงผลในผลการค้นหา, แก้ไขข้อผิดพลาดในการ Crawl, และดูว่าคำค้นหาใดบ้างที่ทำให้ผู้ใช้งานมาที่เว็บไซต์ของคุณ อ่านเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Google Search Console


สรุป:วิธีทำ SEO Google 2025 คือใช้ทักษะในการเขียน ผสมผสานความรู้เทคนิค

การทำ SEO ในปี 2025 ต้องไม่เพียงแค่ “ใส่คีย์เวิร์ดให้ครบ” แต่ต้องคิดถึงประสบการณ์ผู้ใช้งาน ความเร็ว ความปลอดภัย และคุณภาพของเนื้อหาอย่างรอบด้าน เนื้อหาในบทความเป็นประโยชน์กับผู้อ่านจริงๆ

ดังนั้น คุณต้องใช้ทั้งกลยุทธ์ด้านเนื้อหา การปรับแต่งเว็บไซต์ การสร้างเครือข่ายภายนอก และการดูแลด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จใน SEO ต้องมีความรู้รอบด้าน และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามพฤติกรรมผู้ใช้และอัลกอริทึมของ Google ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ส่งข้อมูลถึงเรา

ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!

    ชื่อ-สกุล
    มือถือ
    E-Mail
    ข้อความ


    คุยกับเราทางไลน์

    เพิ่มเพื่อน

    ข้อมูลบริษัท

    บริษัท เอส เอ็ม อี จัมพ์ จำกัด 

    79/355 ถ.รามคำแหง 150 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพ 10240

    เลขประจำตัวผู้เสียภาษี  0105556135494

    Email: contact@smejump.com

    Tel: 02-100-6872, 02-100-6873

    LINE : @smejump

    จันทร์ – ศุกร์ : 8:30-17:30 น.

    เสาร์-อาทิตย์: ปิดทำการ