หายสงสัยย! ทำไม Google Ads ไม่ได้ผล?
ทำไม Google Ads ไม่ได้ผล? วิธีแก้ปัญหา และเพิ่มลูกค้าให้ธุรกิจของคุณ
ทำไม Google Ads ไม่ได้ผล? วิธีแก้ปัญหาและเพิ่มลูกค้าให้ธุรกิจของคุณ
หากคุณกำลังทำโฆษณาบน Google Search Ads แล้วพบว่าแม้จะมีการคลิกโฆษณาเข้ามาจำนวนมาก แต่กลับไม่มีลูกค้าติดต่อเข้ามา หรือยอดขายตามที่คาดหวัง อาจเป็นไปได้ว่ามีบางอย่างที่ต้องปรับปรุง การดูแค่จำนวนคลิก และค่าคลิกอย่างเดียวไม่เพียงพอ
SME Jump รับทำ Google Ads เราขอนำเสนอบทความ ที่จะแสดงการวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุที่ทำให้ Search Ads ของคุณไม่ได้ผล พร้อมแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้คุณได้รับลูกค้าเพิ่มขึ้นจากโฆษณาที่ลงทุนไป
วิธีค้นหาปัญหาของ Search Ads มี 2 ส่วนที่สำคัญที่ต้องพิจารณา:
- คำค้นหาที่ลูกค้าพิมพ์เข้ามา: ตรวจสอบว่าคำค้นหาที่ลูกค้าใช้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการโปรโมทหรือไม่ หากคีย์เวิร์ดที่คุณเลือกกว้างเกินไป อาจทำให้ได้รับการคลิกจากผู้ที่ไม่ได้มีความตั้งใจซื้อจริง ควรเลือกคีย์เวิร์ดที่เฉพาะเจาะจง และสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เช่น การใช้ “คีย์เวิร์ดเชิงพาณิชย์” ที่แสดงถึงความต้องการซื้อโดยตรง (เช่น “ซื้อครีมรักษาสิว” แทนที่จะเป็น “วิธีดูแลผิวหน้า”)
- หน้า Landing Page ไม่มีประสิทธิภาพ: แม้ว่าคุณจะได้กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมเข้ามาแล้ว แต่หากหน้า Landing Page ของคุณไม่น่าสนใจ ใช้งานยาก หรือไม่สื่อสารข้อความให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง ลูกค้าก็อาจออกจากเว็บไซต์โดยไม่ทำการซื้อหรือไม่ติดต่อคุณ ควรปรับปรุงหน้า Landing Page ให้โหลดเร็ว ใช้งานง่าย มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมี Call to Action (CTA) ที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจทันที
ด้านล่างคือแนวทางในการค้นหาปัญหา และการแก้ไขในรายละเอียดของแต่ส่วนที่กล่าวมา
1. ประเมินคุณภาพของลูกค้าที่เข้ามา
ก่อนที่คุณจะสรุปว่า Google Ads ไม่ได้ผล สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบว่าผู้ที่คลิกเข้ามาเป็นลูกค้าที่มีคุณภาพหรือไม่ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้:
1.1 เลือกคีย์เวิร์ดให้ตรงกับเจตนาของลูกค้า
คีย์เวิร์ดที่คุณใช้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพของลูกค้าที่เข้ามา หากคุณเลือกคีย์เวิร์ดที่กว้างเกินไป อาจทำให้ได้รับการคลิกจากผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อ ตัวอย่างเช่น:
- คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม: “ครีมรักษาสิว” หรือ “ยาแก้สิว”
- คีย์เวิร์ดที่กว้างเกินไป: “วิธีทำให้หน้าสวยใส”
ควรเลือกคีย์เวิร์ดที่สื่อถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณโดยตรง และหากเป็นไปได้ให้เพิ่มคำที่บ่งบอกถึงความตั้งใจซื้อ เช่น “ใกล้ฉัน” หรือระบุสถานที่เฉพาะ เช่น “ร้านขายผ้าม่านรามคำแหง”
นอกจากนี้ คุณควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ใช้ทำโฆษณาในรูปแบบ การทำงานแบบวลี (Phrase Match) เพื่อที่จะควบคุมไม่ให้โฆษณา Search Ads ของคุณแสดงในคำค้นหาที่กว้างเกินไป และพยายามเลี่ยงที่จะใช้คีย์เวิร์ดกว้างๆในการสร้างแบรนด์ด้วย Search Ads
1.2 ตรวจสอบ Search Term Report
Google Ads มีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้ค้นหาคำว่าอะไรและคลิกโฆษณาของคุณหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้คุณวิเคราะห์และปรับปรุงแคมเปญให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับธุรกิจของคุณมากขึ้น
ข้อมูล Search Term แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับคำค้นหาที่ผู้ใช้พิมพ์ก่อนคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถใช้ข้อมูลนี้เพื่อตรวจสอบว่าคำค้นหาเหล่านั้นตรงกับสิ่งที่คุณคาดหวังหรือไม่ หากพบว่ามีคำที่ไม่เกี่ยวข้อง คุณสามารถใช้ Negative Keywords เพื่อลดการแสดงโฆษณาในคำที่ไม่ต้องการ ช่วยให้การลงทุนในโฆษณามีประสิทธิภาพสูงสุด
1.3 ใช้ Negative Keywords
Negative Keywords หรือการทำคีย์เวิร์ดเชิงลบ เป็นการบอก Google ว่าไม่ต้องแสดงโฆษณาของคุณเมื่อมีการค้นหาคำบางคำที่ไม่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น หากคุณขาย “ครีมรักษาสิว” อาจต้องใส่คำเช่น “วิธีทำเอง” หรือ “สูตรธรรมชาติ” เป็น Negative Keywords เพื่อหลีกเลี่ยงผู้ใช้ที่ไม่ได้ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์จริงๆ
นอกจากนี้ การใช้ Negative Keywords ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้คุณสามารถควบคุมงบประมาณโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการคลิกที่ไม่เกี่ยวข้อง และทำให้โฆษณาของคุณถูกแสดงต่อกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการคลิก (CTR) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง การดำเนินการนี้เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าโฆษณาของคุณยังคงมีประสิทธิภาพและให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน
1.4 ปรับแต่งข้อความโฆษณา
ข้อความโฆษณาของคุณควรมีความชัดเจน และช่วยกรองลูกค้าที่ไม่มีคุณภาพออกไป ตัวอย่างเช่น หากคุณขายสินค้าที่มีราคาสูง คุณอาจระบุ “เริ่มต้นที่ xxx บาท” เพื่อให้เฉพาะผู้ที่มีกำลังซื้อสนใจคลิกเข้ามา
2. ปรับปรุงเว็บไซต์และ Landing Page
หลังจากที่คุณได้ปรับปรุงคีย์เวิร์ดที่ใช้ทำโฆษณา และทำ Negative Keywords แล้ว หากลูกค้าคลิกเข้ามาแล้วแต่ไม่ได้ซื้อหรือไม่ได้ติดต่อเข้ามา ปัญหาขั้นต่อไปอาจอยู่ที่เว็บไซต์ของคุณเอง นี่คือวิธีแก้ไขที่คุณควรพิจารณา:
2.1 ตรวจสอบความสอดคล้องของ Landing Page
Landing Page ควรมีเนื้อหาสอดคล้องกับข้อความโฆษณาที่ลูกค้าเห็น เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับข้อมูลที่ตรงตามความคาดหวัง ตัวอย่างเช่น หากคุณโฆษณา “บริการโฆษณา Google Ads” หน้า Landing Page ควรเป็นหน้าที่กล่าวถึงบริการนั้นโดยละเอียด ไม่ควรส่งผู้ใช้ไปยังหน้าโฮมเพจที่มีข้อมูลทั่วไป ซึ่งอาจทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม
โปรดจำไว้ว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ค้นหาข้อมูลผ่านมือถือ เมื่อพวกเขาคลิกโฆษณาและเข้าสู่เว็บไซต์ หากไม่พบข้อมูลที่ต้องการภายในไม่กี่วินาที พวกเขามีแนวโน้มที่จะปิดหน้าเว็บและเลือกเว็บไซต์อื่นแทน ดังนั้น Landing Page ที่ใช้ทำโฆษณา ควรนำเสนอข้อมูลสำคัญอย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้า
2.2 ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วและใช้งานง่าย
ลูกค้ามากว่า 90% มักใช้มือถือในการค้นหาข้อมูล เว็บไซต์ของคุณจึงควรโหลดเร็ว (ไม่เกิน 5-7 วินาที) และสามารถใช้งานได้ง่ายในทุกอุปกรณ์ (Mobile Friendly) คุณสามารถตรวจสอบความเร็วเว็บไซต์ได้ที่ PageSpeed Insights
2.3 เพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
ลูกค้าปัจจุบันให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของธุรกิจมากขึ้น คุณสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณได้โดยการ:
- ใส่รีวิวจากลูกค้า
- แสดง Certificate หรือรางวัลที่ได้รับ
- แสดงข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน
2.4 มี Call To Action (CTA) ที่ชัดเจน
CTA เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ลูกค้าทำสิ่งที่คุณต้องการ เช่น กดปุ่ม “เพิ่มเพื่อน LINE” หรือ “โทรหาเรา” ควรทำให้ CTA เห็นได้ชัดเจนและใช้งานง่าย อย่าใส่ปุ่มเยอะเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกค้าสับสน หรือ ถ้า Landing Page ของคุณมีข้อมูลจำนวนมาก อาจจะออกแบบให้วาง CTA เอาไว้เป็นระยะจากบนลงล่าง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการกด CTA
2.5 ทดสอบและปรับแต่ง Landing Page
หากมีงบประมาณมากพอ อาจลองสร้าง Landing Page หลายเวอร์ชัน (A/B Testing) เพื่อทดสอบว่าหน้าไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น เขียนข้อความพาดหัวที่ต่างกัน ใช้ภาพด้านบนของเว็บไซต์ที่ต่างกัน หรือ การทดลองวางปุ่ม CTA ในตำแหน่งต่างๆ
3. ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผลโฆษณา
เพื่อให้คุณสามารถวัดผลและประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญ Google Ads ได้อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องมีข้อมูลที่เพียงพอและเครื่องมือที่ช่วยให้คุณวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านล่างนี้คือแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้คุณทราบว่าสิ่งที่คุณปรับปรุงในแคมเปญของคุณให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และควรดำเนินการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนในส่วนใดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
3.1 ติดตั้ง Conversion Tracking
Conversion Tracking เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณรู้ว่าผู้ที่คลิกเข้ามาได้ทำสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ เช่น กดปุ่ม “เพิ่มเพื่อน LINE” หรือ “โทรศัพท์หาเรา”
3.2 ดูค่า CTR และ CPC
- CTR (Click-Through Rate): บ่งบอกว่าโฆษณาของคุณดึงดูดความสนใจได้ดีแค่ไหน ค่า CTR ต่ำอาจหมายความว่าข้อความโฆษณาไม่ดึงดูด หรือคีย์เวิร์ดไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย
- CPC (Cost Per Click): ดูว่าคุณจ่ายค่าคลิกแพงเกินไปหรือไม่ และสามารถปรับปรุงให้คุ้มค่ามากขึ้นได้หรือไม่ คุณสามารถดูข้อมูลค่าคลิกได้จากเครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ด Google Keyword Planner
3.3 ใช้ Google Analytics (GA4) และ Heatmap Tool
Google Analytics และเครื่องมืออย่าง Hotjar ช่วยให้คุณเห็นพฤติกรรมของผู้ใช้บนเว็บไซต์ เช่น พวกเขาคลิกที่ไหน ใช้เวลานานแค่ไหน ซึ่งช่วยให้คุณปรับปรุงเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น
สรุป: แก้ไข Google Ads ไม่ได้ผล
หาก Search Ads ของคุณไม่ได้ผล อย่าเพิ่งรีบสรุปว่ามันไม่เวิร์ค ลองทำตาม 2 ขั้นตอนนี้ก่อน:
- ตรวจสอบคุณภาพของลูกค้าที่คลิกเข้ามาโดยเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงเป้าหมาย ปรับแต่งข้อความโฆษณา และใช้ Negative Keywords
- ปรับปรุงเว็บไซต์และ Landing Page ให้มีความเร็ว โหลดง่าย น่าเชื่อถือ และมี Call To Action ที่ชัดเจน
สุดท้าย ควรใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หากคุณทำตามแนวทางเหล่านี้ โฆษณา Search Ads ของคุณจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้คุณได้รับลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน!
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!
คุยกับเราทางไลน์
ข้อมูลบริษัท
บริษัท เอส เอ็ม อี จัมพ์ จำกัด
79/355 ถ.รามคำแหง 150 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพ 10240
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0105556135494
Email: contact@smejump.com
Tel: 02-100-6872, 02-100-6873
LINE : @smejump
จันทร์ – ศุกร์ : 8:30-17:30 น.
เสาร์-อาทิตย์: ปิดทำการ