มีงบน้อยก็ยิงแอดได้ เทคนิค การทำ Google Ads สำหรับคนงบน้อย

การทำ Google Ads สำหรับคนงบน้อย ต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ และบริหารงบให้เป็น

การทำ Google Ads สำหรับคนงบน้อย

ในการทำโฆษณาบน Google Ads ด้วยงบประมาณจำกัด โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือผู้เริ่มต้นธุรกิจที่มีงบไม่เกิน 500 บาทต่อวัน การวางแผนและกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถแข่งขันและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

SME Jump รับทําโฆษณา Google เราขอนำเสนอบทความ สรุปกลยุทธ์สำคัญจากวิดีโอ “กลยุทธ์การทำ Search Ads ให้เวิร์กสุด สำหรับคนงบน้อย” บนช่อง YouTube ของ SME JUMP ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์สูงสุดจากงบโฆษณาที่มีจำกัด

มีงบน้อยก็ยิงแอดได้


1. กลยุทธ์ด้านคีย์เวิร์ด: เริ่มต้นให้แม่นยำ ไม่ใช้คีย์เวิร์ดเยอะ แต่เลือกเฉพาะคีย์เวิร์ดที่ตรงกับธุรกิจเป็นอันดับแรก

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการเลือกคีย์เวิร์ดจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะในกรณีที่มีงบจำกัด เราขอแนะนำให้เลือกใช้คีย์เวิร์ดหลักเพียง 2-3 คำที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจ เพราะคีย์เวิร์ดที่เลือกจะส่งผลต่อการแสดงผลและค่าใช้จ่ายต่อคลิก (CPC)

เพื่อควบคุมงบให้มีประสิทธิภาพ ควรใช้คีย์เวิร์ดแบบวลี (Phrase Match) โดยใส่เครื่องหมายคำพูด ” ” ครอบไว้ เช่น “ร้านซ่อมแอร์รถยนต์” เพื่อให้โฆษณาปรากฏเฉพาะเมื่อมีคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดนั้นจริงๆ และหลีกเลี่ยงการแสดงผลในคำที่ไม่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การใช้ Long-tail Keywords หรือคีย์เวิร์ดยาว ๆ เช่น “ร้านซ่อมแอร์รถยนต์ ย่านรามคำแหง” ก็จะช่วยลดการแข่งขัน เพราะคำเหล่านี้มีความเฉพาะเจาะจงและมักจะสะท้อนความตั้งใจของผู้ค้นหาได้มากกว่า

นอกจากนี้ คุณควรใช้เครื่องมือที่ช่วยในการหาคีย์เวิร์ด เช่น Google Keyword Planner ซึ่งสามารถใช้ได้ฟรีจากบัญชี Google Ads หรืออาจจะลองใช้ GenAI เช่น ChatGPT หรือ Google Gemini เพื่อค้นหาไอเดียคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย


2. การตั้งค่าแคมเปญ: ยิงให้ตรงจุดพื้นที่ และเวลาที่เหมาะสม

การตั้งค่าการแสดงโฆษณาให้ตรงกับพื้นที่เป้าหมายและช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยลดการสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็นได้มาก สำหรับธุรกิจที่งบโฆษณาจำกัด คุณควรทำให้โฆษณาแสดงในพื้นที่ที่มีโอกาสซื้อสูง และในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น พื้นที่ที่มีฐานลูกค้าอยู่จริง หรือช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ

  • จำกัดพื้นที่แสดงผล: แทนที่จะแสดงโฆษณาทั่วประเทศ ควรจำกัดให้แคบลง เช่น เฉพาะบางจังหวัดที่ลูกค้าส่วนใหญ่อาศัยอยู่ หรืออาจจะปักรัศมีรอบร้านค้าของคุณในกรณีที่ธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้ามาเยี่ยมชมที่ร้าน โดยการตั้งค่าได้ในส่วนของ “ตำแหน่งที่ตั้ง (Location Settings)”
  • จำกัดช่วงเวลาแสดงโฆษณา: ควรเลือกช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายมักใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือมีแนวโน้มซื้อสินค้า เช่น ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงาน โดยปรับได้ใน “ช่วงเวลาแสดงโฆษณา (Ad Schedule)”

3. การใช้คีย์เวิร์ดเชิงลบ (Negative Keywords): กรองคำที่ไม่ใช่ ประหยัดค่าโฆษณา

โดยปกติ Google Ads จะแสดงโฆษณาในคำค้นหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ด ซึ่งอาจจะกว้างและไม่ค่อยเกี่ยวข้อง ทำให้คุณเสียค่าคลิกจากกลุ่มคนที่อาจจะไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ดังนั้นการใช้คีย์เวิร์ดเชิงลบจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกรองคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ช่วยประหยัดงบประมาณ และเพิ่มคุณภาพของการเข้าชมเว็บไซต์

ดังนั้นคุณควรตรวจสอบรายงานคำค้นหา (Search Terms Report) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่ามีคำไหนบ้างที่ทำให้โฆษณาปรากฏแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการ และนำคำนั้นมาใส่ในรายชื่อคีย์เวิร์ดเชิงลบ

ตัวอย่างเช่น หากคุณขาย “กระเป๋าหนังแท้” แต่โฆษณาปรากฏเมื่อมีการค้นหา “กระเป๋าหนังเทียมราคาถูก” คุณควรเพิ่มคำว่า “เทียม” และ “ราคาถูก” ลงใน Negative Keywords เพื่อไม่ให้โฆษณาของคุณไปแสดงในคำค้นหาเหล่านี้ และป้องกันการคลิกที่ไม่ตรงเป้า

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิธีใช้ Negative Keywords


4. การปรับปรุงเว็บไซต์และคะแนนคุณภาพ (Quality Score): ยิ่งคะแนนคุณภาพสูงยิ่งประหยัดค่าคลิก

Google Ads ให้คะแนนคุณภาพ (Quality Score) กับคีย์เวิร์ดแต่ละคำ ซึ่งมีผลต่อค่าใช้จ่ายต่อคลิก (CPC) และอันดับของโฆษณา ยิ่งคะแนนสูง ค่า CPC ก็จะถูกลง และมีโอกาสแสดงผลในอันดับที่สูงมากขึ้น

ปัจจัยหลักที่ Google ใช้พิจารณา Quality Score มี 3 ส่วน:

  1. อัตราการคลิกที่คาดหวัง (Expected CTR): คำโฆษณาต้องดึงดูด กระตุ้นให้คนคลิก
  2. ความเกี่ยวข้องของโฆษณา (Ad Relevance): คีย์เวิร์ดควรตรงกับข้อความในโฆษณา
  3. ประสบการณ์หน้า Landing Page (Landing Page Experience): หน้าเว็บไซต์ต้องทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดี เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว มีเนื้อหาตรงกับคำโฆษณา และใช้งานง่าย Mobile Friendly

คุณสามารถเพิ่มคอลัมน์ที่แสดงคะแนนคุณภาพในตารางแสดงผลของ Google Ads เพื่อดูข้อมูลนี้ได้ในระดับคีย์เวิร์ด และปรับปรุงส่วนที่ยังทำคะแนนได้ไม่ดี

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Google Ads Quality Score


5. ตัวชี้วัดสำคัญของ Google Ads: วัดผลให้เป็น รู้แนวทางการปรับปรุง

ในงบโฆษณาที่จำกัด การติดตามผลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่ใช้ไปได้ผลลัพธ์กลับมาคุ้มค่า เรานำเสนอตัวชี้วัดที่สำคัญตามข้อมูลด้านล่างนี้

  • ต้นทุนต่อคลิก (CPC): ยิ่งต่ำ ยิ่งดี แต่ต้องแลกมากับคุณภาพของคีย์เวิร์ดและโฆษณา
  • อัตราการคลิกผ่าน (CTR): ค่าเฉลี่ยที่ดีควรเกิน 7% ถ้าเกิน 10% ถือว่าโฆษณาน่าสนใจและมีคุณภาพสูง
  • คะแนนคุณภาพ (Quality Score): ควรได้ไม่ต่ำกว่า 7 คะแนน โดยคะแนนเต็มคือ 10 และการได้คะแนนคุณภาพสูง มีโอกาสจะทำให้ได้ค่า CPC ที่ต่ำลง

การติดตามและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจะทำให้การใช้ Google Ads มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะมีงบประมาณจำกัดก็ตาม


สรุป: การทำ Google Ads สำหรับคนงบน้อย

การทำ Google Search Ads สำหรับคนงบน้อยไม่ใช่เรื่องยาก หากรู้จักวางแผนและใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้อง ตั้งแต่การเลือกคีย์เวิร์ดที่แม่นยำ การกำหนดพื้นที่และช่วงเวลาที่เหมาะสม การใช้คีย์เวิร์ดเชิงลบเพื่อกรองคำที่ไม่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อเพิ่มคะแนนคุณภาพ และการติดตามตัวชี้วัดอย่างใกล้ชิด

การใช้ทุกบาทให้คุ้มค่าที่สุดคือหัวใจของการทำโฆษณาสำหรับผู้ที่มีงบจำกัด และด้วยเครื่องมือของ Google Ads ที่มีความยืดหยุ่นสูง หากใช้อย่างมีประสิทธิภาพก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เกินคาดได้เช่นกัน

ส่งข้อมูลถึงเรา

ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!

    ชื่อ-สกุล
    มือถือ
    E-Mail
    ข้อความ


    คุยกับเราทางไลน์

    เพิ่มเพื่อน

    ข้อมูลบริษัท

    บริษัท เอส เอ็ม อี จัมพ์ จำกัด 

    79/355 ถ.รามคำแหง 150 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพ 10240

    เลขประจำตัวผู้เสียภาษี  0105556135494

    Email: contact@smejump.com

    Tel: 02-100-6872, 02-100-6873

    LINE : @smejump

    จันทร์ – ศุกร์ : 8:30-17:30 น.

    เสาร์-อาทิตย์: ปิดทำการ