ตัวอย่าง Call to Action

7 ตัวอย่าง Call to Action และแนวทางการเขียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง Call to Action และแนวทางการเขียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

Call to Action (CTA) เป็นปัจจัยสำคัญในการเขียนคอนเทนต์ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ที่ต้องการกระตุ้นให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายดำเนินการตามแผนการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขาย การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือการเพิ่มการรับรู้ในแบรนด์ของคุณ การใช้ CTA ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลางแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

SMEJUMP บริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ ขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับ Call to Action ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีในงานการตลาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับลูกค้า

Call to Action คืออะไร?

Call to Action หมายถึงข้อความหรือองค์ประกอบหนึ่งที่กระตุ้นให้ผู้ชมดำเนินการบางอย่าง เช่น การคลิกปุ่ม ลงทะเบียน หรือสั่งซื้อสินค้า ซึ่ง CTA เป็นส่วนสำคัญในงานโฆษณาและการตลาด เนื่องจากช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองและผลักดันให้ผู้ชมทำตามเป้าหมายที่วางไว้

ทำไมต้องมี Call to Action?

CTA ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความสนใจของผู้ชมและการตัดสินใจดำเนินการ เช่น การซื้อสินค้า การสมัครรับข้อมูล หรือการติดตามแบรนด์ของคุณ การใช้ CTA อย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มความชัดเจนและสร้างโอกาสให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

หากไม่มี CTA ธุรกิจอาจสูญเสียโอกาสในการกระตุ้นให้ผู้ชมดำเนินการต่อ เพราะผู้ชมอาจไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรต่อไป การไม่มีคำกระตุ้นที่ชัดเจนอาจทำให้พวกเขาเลื่อนผ่านเนื้อหาหรือไม่ดำเนินการใด ๆ ส่งผลให้การตัดสินใจลดลงและอัตราการตอบสนองต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

Call to Action สำหรับแคมเปญโฆษณารูปแบบ Conversion

Call to Action (CTA) มีบทบาทสำคัญในแคมเปญโฆษณารูปแบบ Conversion ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้ชมดำเนินการที่สามารถวัดผลได้ เช่น การกรอกฟอร์ม การสมัครสมาชิก หรือการสั่งซื้อสินค้า การออกแบบ CTA ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ชมทำตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยต้องมีความชัดเจนและกระตุ้นการตัดสินใจในทันที

ตัวอย่างการใช้ CTA ในแคมเปญ Conversion

  1. Google Ads
    • ตัวอย่าง: ในแคมเปญการตลาดของธุรกิจบริการ อาจใช้ข้อความอย่าง “จองเวลานัดหมายตอนนี้ รับส่วนลดพิเศษทันที” ซึ่งสามารถเพิ่มการคลิกผ่านไปยังหน้า Landing Page ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลหรือสมัครใช้บริการ
    • ใช้ส่วนขยายโฆษณา (Ad Extensions) เช่น ปุ่ม “โทรเลย” หรือ “ดูข้อเสนอพิเศษ” เพื่อเพิ่มโอกาสในการตอบสนองของผู้ใช้งาน
  2. Facebook Ads
    • ตัวอย่าง: สำหรับแคมเปญร้านค้าออนไลน์ อาจใช้ CTA อย่าง “ช้อปทันที” หรือ “รับส่วนลด 20% เมื่อซื้อครั้งแรก” เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมคลิกไปยังเว็บไซต์และทำการซื้อสินค้า
    • เพิ่มรูปภาพหรือวิดีโอที่แสดงถึงผลิตภัณฑ์พร้อมคำบรรยายที่น่าสนใจ เช่น “ข้อเสนอนี้มีเวลาจำกัด! ซื้อเลยก่อนสินค้าหมด”

การใช้ CTA ที่เหมาะสมกับแพลตฟอร์มและรูปแบบโฆษณาจะช่วยเพิ่ม Conversion Rate อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรปรับแต่งข้อความและการออกแบบให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและเป้าหมายของแคมเปญนั้น ๆ

ตัวอย่าง 7 แบบ การเขียน Call to Action

  1. ชัดเจนและเป็นประโยชน์
    ตัวอย่าง: “คลิกเพื่อรับส่วนลด 100 บาทในการสั่งซื้อครั้งต่อไป” ✓ ทำให้ข้อความกระชับและชี้ประโยชน์ที่ผู้ชมจะได้รับทันที
  2. สร้างความเร่งด่วน ตัวอย่าง: “ข้อเสนอส่วนลดจะสิ้นสุดภายใน 24 ชั่วโมง” ✓ การเพิ่มแรงกดดันด้านเวลา ช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมรีบตัดสินใจ
  3. เน้นความมั่นใจ ตัวอย่าง: “เมื่อคุณซื้อสินค้าของเรา เรารับประกันความพึงพอใจ 30 วัน” ✓ การเพิ่มความมั่นใจช่วยลดความลังเลของผู้ชม
  4. เสนอรางวัล ตัวอย่าง: “แชร์โพสต์นี้แล้วลุ้นรับรางวัลมูลค่า 1,000 บาท” ✓ การมอบรางวัลช่วยสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติม
  5. ขอความตกลง ตัวอย่าง: “คุณพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงใหม่เพื่อประสบความสำเร็จทางธุรกิจของคุณหรือไม่?” ✓ การตั้งคำถามช่วยกระตุ้นความคิดและเพิ่มการมีส่วนร่วม
  6. ข้อมูลติดต่อ ตัวอย่าง: “กรอกอีเมลของคุณเพื่อรับประโยชน์และข่าวสารอัปเดตเฉพาะคุณ” ✓ ช่วยสร้างฐานลูกค้าและส่งเสริมการสื่อสารระยะยาว
  7. เทคนิคการจบการขาย ตัวอย่าง: “ราคาพิเศษสำหรับสมาชิกเท่านั้น คลิกสั่งซื้อทันทีเพื่อรับข้อเสนอ” ✓ ใช้การจูงใจผ่านราคาพิเศษและเน้นการปิดการขายอย่างรวดเร็ว

แนวทางเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพข้อความโฆษณา

นอกจาก Call to Action แล้ว การเขียนข้อความโฆษณาควรคำนึงถึง:

  • การใช้ภาษาที่ตรงเป้าหมาย: เข้าใจว่าผู้ชมของคุณคือใคร และเลือกใช้คำที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น สำหรับกลุ่มคนทำงาน คำที่เน้นความสะดวกและความคุ้มค่า เช่น “เพิ่มประสิทธิภาพงานของคุณวันนี้” หรือ “สมัครเลยเพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน” จะสร้างแรงจูงใจได้ดี ในขณะที่กลุ่ม Gen Z อาจตอบสนองต่อคำที่สื่อสารอย่างสนุกสนานและทันสมัย เช่น “อย่าพลาด! คลิกเลยเพื่อความคูลแบบสุดๆ” หรือ “เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของคุณตอนนี้!” การปรับการใช้ภาษาตามความต้องการและลักษณะของกลุ่มเป้าหมายจะช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงและผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
  • การเล่าเรื่อง: สร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ผ่านเนื้อหา การเล่าเรื่องที่กระตุ้นอารมณ์ช่วยทำให้ผู้อ่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่าการใช้ข้อความโฆษณาขายสินค้าอย่างเดียว เนื่องจากเรื่องราวสามารถสร้างความผูกพันและทำให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เช่น การเล่าเรื่องของลูกค้าที่ได้รับประโยชน์จากสินค้า หรือการเล่าประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถเห็นตัวเองในเรื่องราวนั้น ทำให้พวกเขาตัดสินใจดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น
  • การออกแบบที่ดึงดูดใจ: ใช้สี ฟอนต์ และปุ่มที่โดดเด่นเพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น การเลือกใช้ปุ่มและสีที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตอบสนอง เช่น ปุ่ม “เพิ่มเพื่อน” ใน LINE ควรใช้สีเขียวซึ่งเป็นสีที่ผู้ใช้งานเชื่อมโยงกับการเพิ่มเพื่อน หรือปุ่ม “ซื้อเลย” ควรใช้สีแดงหรือสีส้มเพื่อกระตุ้นความสนใจและกระตุ้นการตัดสินใจในทันที
  • ข้อเสนอที่ไม่ซับซ้อน: ลดความซับซ้อนในเนื้อหาและขั้นตอนการดำเนินการ ข้อเสนอที่เข้าใจง่ายช่วยให้ผู้อ่านลงมือทำ CTA ได้ง่ายกว่าข้อเสนอที่มีขั้นตอนซับซ้อนและเข้าใจยาก เพราะความเรียบง่ายสามารถลดความสับสนและสร้างความชัดเจนว่าผู้ชมต้องทำอะไรต่อไป จึงเพิ่มโอกาสในการตอบสนองและปฏิบัติตามเป้าหมายของแคมเปญได้มากขึ้น

Call to Action ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

  • กระตุ้นยอดขายสินค้าและบริการ
  • เพิ่มจำนวนผู้สมัครรับข้อมูลหรือสมาชิก
  • สร้างการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา เช่น การกดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์
  • สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่านการเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น อีเมล

Call to Action เหมาะกับใครและธุรกิจแบบไหน?

CTA เหมาะสำหรับ:

  • ธุรกิจออนไลน์: เช่น อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มการสมัครสมาชิก หรือบริการดิจิทัล
  • ธุรกิจบริการ: เช่น คลินิกเสริมความงาม โรงแรม หรือบริการให้คำปรึกษา
  • องค์กรไม่แสวงหากำไร: ใช้กระตุ้นให้เกิดการบริจาคหรือเข้าร่วมกิจกรรม

ข้อผิดพลาดที่มักพบบ่อยเกี่ยวกับ Call to Action

  1. ข้อความไม่ชัดเจน ❌ เช่น “คลิกที่นี่” โดยไม่ระบุว่าคลิกเพื่ออะไร
  2. ไม่มีแรงจูงใจ ❌ เช่น ไม่มีข้อเสนอหรือประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับผู้ชม
  3. การใช้คำที่ซับซ้อนเกินไป ❌ เช่น ใช้ภาษาที่อ่านยากหรือเข้าใจยาก
  4. ไม่เชื่อมโยงกับเป้าหมาย ❌ เช่น ใช้ CTA ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญ
  5. ออกแบบไม่น่าสนใจ ❌ เช่น ปุ่ม CTA ที่กลมกลืนกับพื้นหลังจนมองไม่เห็น

การใช้ Call to Action ในแต่ละแพลตฟอร์ม

  1. เว็บไซต์/Sale Page
    • ใช้ปุ่ม CTA ที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่น “ซื้อเลย” หรือ “สมัครสมาชิกทันที”
    • ตำแหน่งสำคัญ เช่น ด้านบนสุดของหน้า และบริเวณที่เน้นข้อเสนอสำคัญ
  2. Facebook
    • ใช้ปุ่มที่พร้อมใช้งาน เช่น “ส่งข้อความ” หรือ “เรียนรู้เพิ่มเติม”
    • เพิ่มคำบรรยายที่กระตุ้น เช่น “อย่าพลาดข้อเสนอนี้!”
  3. TikTok
    • ใช้ลิงก์ในโปรไฟล์ร่วมกับวิดีโอ เช่น “ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในลิงก์ที่โปรไฟล์”
    • เพิ่มคำบรรยายในวิดีโอเพื่อกระตุ้นการคลิก
  4. LINE
    • ใช้ข้อความกระตุ้น เช่น “พิมพ์ ‘สนใจ’ เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม”
    • เพิ่ม QR Code ที่นำไปสู่หน้าเว็บไซต์หรือแบบฟอร์มการสมัคร
  5. Instagram
    • ใช้ลิงก์ใน Bio พร้อมคำกระตุ้น เช่น “คลิกที่ลิงก์ใน Bio เพื่อรับส่วนลด”
    • ใช้ Stories กับสติกเกอร์ลิงก์หรือฟีเจอร์ Swipe Up (สำหรับบัญชีที่มีผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คน)
  6. LinkedIn
    • ใช้ปุ่ม CTA บนโพสต์ เช่น “สมัครตอนนี้” หรือ “อ่านเพิ่มเติม”
    • เพิ่มในบทความหรือหน้าโปรไฟล์ เช่น “ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาฟรี”
  7. YouTube
    • เพิ่ม CTA ในคำบรรยายหรือท้ายวิดีโอ เช่น “กด Subscribe เพื่อไม่พลาดเนื้อหาใหม่”
    • ใช้การ์ดหรือ End Screen เพื่อกระตุ้นการดำเนินการเพิ่มเติม

สรุป: ตัวอย่าง Call to Action

Call to Action เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการตลาดและโฆษณา หากใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายและกลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมตรวจสอบความชัดเจน ความดึงดูดใจ และความเหมาะสมของ CTA เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด!

ส่งข้อมูลถึงเรา

ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!

    ชื่อ-สกุล
    มือถือ
    E-Mail
    ข้อความ


    คุยกับเราทางไลน์

    เพิ่มเพื่อน

    ข้อมูลบริษัท

    บริษัท เอส เอ็ม อี จัมพ์ จำกัด 

    79/355 ถ.รามคำแหง 150 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพ 10240

    เลขประจำตัวผู้เสียภาษี  0105556135494

    Email: contact@smejump.com

    Tel: 02-100-6872, 02-100-6873

    LINE : @smejump

    จันทร์ – ศุกร์ : 8:30-17:30 น.

    เสาร์-อาทิตย์: ปิดทำการ